การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน-พรรคเพื่อไทยมีมติไม่เข้าร่วมประชุม ด้วยเหตุผลกล่าวอ้างคือมีการ “ยึดสภา-ปฏิวัติรัฐสภา” เพราะฝ่ายรัฐบาลมีการสั่งการให้วางระบบรักษาความปลอดภัยสภาในระดับที่ดูคล้ายว่าสภาจะกลายเป็นค่ายสงคราม เต็มไปด้วยรั้วลวดหนาม บังเกอร์แท่งซีเมนต์ และเจ้าหน้าที่ทหาร “เขียวปี๋” เต็มไปหมด แต่เอาเข้าจริงแล้วในวันนั้นก็มี ส.ส.พรรคเพื่อไทย อยู่ที่สภา 3-4 คน บ้างก็ในฐานะรองประธานสภาผู้แทนราษฎร บ้างก็เป็นตัวแทนพรรคเข้าสังเกตการณ์การประชุมสภาครั้งนี้
แต่รายที่เด่นที่สุดคือ... “กรุง ศรีวิไล”
หรือชื่อนามสกุลจริง “นที สุทินเผือก”
“มาประชุมตามหน้าที่...” “เพราะประชาชนเลือกผมมา...” “ส.ส.ทุกคนไม่ว่าพรรคใดต้องเข้ามาทำหน้าที่ที่สภา ถ้าไม่มาทำหน้า ที่ก็ลาออกไป อย่ากินเงินเดือนประชาชน...”
...เหล่านี้เป็นบางส่วนจากคำให้สัมภาษณ์ที่อาคารรัฐสภาเมื่อ วันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา ของนักการเมืองดีกรีอดีตพระเอกหนังไทยระดับซูเปอร์สตาร์ กรุง ศรีวิไล หรือ นที สุทินเผือก ส.ส.สมุทร ปราการ พรรคเพื่อไทย ซึ่งจะ “ตามคิว-ผิดคิว” หรืออะไรก็แล้วแต่ คำกล่าวนี้มีชาวบ้านร้านตลาดจำนวนไม่น้อยฟังแล้วรู้สึกว่า “โดนใจ”
ทั้งนี้ พลิกปูมชีวิตของ ส.ส.รายนี้... เขาเป็นคน จ.สมุทรปราการโดยกำเนิด พื้นเพอยู่ที่ อ.บางพลี ซึ่งในช่วงกลางปี 2548 เขาเคยให้สัมภาษณ์ถึงชีวิตตนเองกับ “เดลินิวส์” เอาไว้ สรุปคร่าว ๆ ใน ส่วนของชีวิตการทำงานได้ว่า... เขาเคย “ชกมวย” หาเงินใช้-หาเงินเที่ยว ในช่วงที่ชีวิตผิดพลั้งเรื่องการเรียน แต่กับงานที่เริ่มทำจริงจังคืองานด้าน “ชิปปิ้ง” ที่กรมศุลกากร โดยทำอยู่ได้ 4 ปี ก็เริ่มหาลู่ทางทำธุรกิจ ตัดสินใจ “เปิดร้านขายผ้าไหมส่งออก” ที่โรงแรมแมนดาริน ต่อมา “เปิดร้านจิวเวลรี่” แต่พอย่างเข้าปีที่ 4 กิจการเริ่มไปไม่ไหว ซ้ำเพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนก็หนีไปฮ่องกงพร้อมกับเงินสดในร้าน สุดท้ายก็ต้องปิดกิจการ แต่ก็ทำให้ชีวิตพลิกผัน มีโอกาสเข้าสู่ “วงการบันเทิง”
กรุง ศรีวิไล หรือชื่อเล่น “เอ๊ดดี้” เล่าถึงชีวิตในช่วงนี้ว่า... ที่จริงตอนที่ธุรกิจยังไม่ปิดตัวลงก็มีคนมาชวนไปเล่นหนังแล้ว แต่ตอนนั้นปฏิเสธไปเพราะยังต้องดูแลกิจการ พอหลังจากธุรกิจปิดจึงตัดสินใจตกปากรับคำเล่นหนัง
“ชื่อ กรุง ศรีวิไล เป็นชื่อที่ใช้แสดงหนังเรื่องแรก คือเรื่อง ลูกยอด โดยแสดงคู่กับนางเอกหมายเลข 1 ของเมืองไทยในยุคนั้นคือ เพชรา เชาวราษฎร์” ...เจ้าตัวเล่าไว้
หลังจากหนังเรื่องแรกออกฉายในวันที่ 13 ต.ค. 2513 ชื่อ“กรุง ศรีวิไล” ก็ติดทำเนียบดาราเมืองไทย และมาดังแบบช้างก็ฉุดไม่อยู่เมื่อเล่นหนังเรื่อง ทอง ภาค 1 กับเรื่อง ชู้ ซึ่งเรื่องชู้นี้เองที่ทำให้เขาได้รับ “รางวัลตุ๊กตาทอง” ที่สำคัญคือเป็นปีสุดท้ายที่ดาราได้รับพระราชทานรางวัลนี้จากพระหัตถ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และอีกรางวัลทางการแสดงที่เขาบอกไว้ว่าอยู่ในความทรงจำไม่ลืมเช่นกัน คือ “รางวัลดารานำชายยอดเยี่ยมของเอเชีย” จากเรื่อง ทอง ภาค 1 ที่ส่งไปประกวดที่ไทเป ไต้หวัน ซึ่งรางวัลก็ยิ่งส่งให้ชื่อของกรุงดังเป็นพลุแตก
กรุง ศรีวิไล เป็นอีกหนึ่งอดีต “พระเอกคิวทอง” มีฉายา “พระเอกอินเตอร์” เพราะได้เล่นหนังประกบกับดาราต่างประเทศ บ่อย ๆ เขาเล่นหนังไว้มากมายกว่า 250 เรื่อง ไม่นับรวมละครที่ได้เล่นไว้ในบทต่าง ๆ ในยุคหลัง ๆ อีกนับแทบไม่ถ้วน อีกทั้งย้อนไปในช่วงที่งานแสดงหนังเริ่มซา ๆ ลง เขายังกลายเป็นพระเอกดังในมาด “นักร้อง” เดินสายโชว์ตัว-ร้องเพลง จนถึงขั้นลงทุนตั้งวงดนตรี “ซุปเปอร์ลูกทุ่ง-กรุง ศรีวิไล” ซึ่งในยุคนั้นก็ถือว่าไม่ธรรมดา ได้รับความนิยมไม่แพ้ ยอดรัก สลักใจ, เพลิน พรมแดน หรือแม้แต่ สายัณห์ สัญญา ที่ในยุคนั้นดังมาก ๆ
อย่างไรก็ตาม หลังเดินสายวงดนตรีอยู่ 5 ปี 8 เดือน เขาก็ตัดสินใจยุบวง เพราะกระแสเริ่มอิ่มตัว แล้วเขาก็ห่างหายจากแวดวงบันเทิงไปราว 5 ปี ก่อนจะหวนคืนวงการอีกครั้ง โดยเริ่มจากละครทีวีจักร ๆ วงศ์ ๆ แล้วก็มีงานละครตามมาเรื่อย ๆ ขณะเดียวกัน เขาก็ยังมีการทำงานภาคธุรกิจด้วย เช่น ด้านรถยนต์ บ้านจัดสรร รีสอร์ท เป็นต้น
กลางปี 2548 จู่ ๆ ก็เกิดมีเงินปริศนา 5,329,200 บาท เข้ามาเพิ่มในบัญชีของเขา จากวงเงินที่มีอยู่แค่ 3 แสนกว่าบาท ซึ่งเขาได้เข้าแจ้งตำรวจกองปราบปรามให้ตรวจสอบ เพราะเกรงว่าอาจเป็นเงินที่เกี่ยวพันกับแก๊งมิจฉาชีพ แต่ภายหลังก็พบว่าเกิดจากการผิดพลาดทางเทคนิคของธนาคาร แต่ครั้งนั้นเขาก็ดังในฐานะ “ฮีโร่” อีกครั้ง ก่อนที่ชื่อเสียงจะมาพันอยู่กับสถานะ “นักการเมือง-ส.ส.” จนล่าสุดก็เพิ่ง “สร้างความฮือฮา” ที่สภา
ทั้งนี้ คำกล่าวประมาณว่า “เป็น ส.ส.ต้องทำหน้าที่” “ถ้าไม่ทำหน้าที่ก็ลาออกไป อย่ากินเงินเดือนประชาชน” นั้น “กรุง ศรีวิไล” กล่าวแล้ว “ขัดใจ” ส.ส.คนไหนหรือไม่ ? ไม่รู้ ? ที่รู้ ๆ คือคำกล่าวนี้ชาวบ้านร้านตลาดจำนวนไม่น้อยออกปากว่า “โดนใจ” เห็นว่าควรเป็น “สำนึก” ที่มีอยู่ในสมอง ส.ส.ทุกพรรค-ทุกฝ่าย และมิใช่เฉพาะกับเรื่องประชุมสภา แต่ต้องมีการแปรสำนึกนี้เป็นการทำงานเพื่อความสงบ-ความสุขของประชาชน จริง ๆ
มิใช่เอาแต่พูด-พูด-พูด...เพื่อให้ตัวเองดูดี-ดูเป็นพระเอก
อย่างที่ตอนนี้...มี ส.ส.หลายคนกำลังทำกันอย่างเมามัน
โดยที่ประชาชน-สังคม-ประเทศชาติ...ไม่ได้อะไร !!!.