สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย ปัจจุบันเปลี่ยนจากยุคมี “ม็อบคนเสื้อเหลือง” ขับไล่รัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร มาเป็นยุคมี “ม็อบคนเสื้อแดง” สนับสนุนอดีตนายกฯ ทักษิณ ขับไล่รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งกับการคลี่คลายความขัดแย้ง-ตึงเครียดนั้น การใช้ “สภา” ดูจะ “ไร้ผล” ไม่ต่างกันทั้ง 2 ยุค ?!?
เมื่อสถานการณ์ล่อแหลม...เสียงเพรียก “สันติ” ก็ระงม
แต่เอาเข้าจริง “สีขาว” สัญลักษณ์แห่งสันติ...ยังไม่ขลัง
ทั้งนี้ กับคำถามประมาณว่า... “แล้วจะจบอย่างไร ??” หรือ “แล้วจะจบได้ด้วยดีด้วยแนวทางใด ??” จนถึงวันนี้ก็ยังคงเป็น “คำถามยอดฮิต” ที่คนไทยส่วนใหญ่ซึ่งไม่เลือกสีถามกันไปมาทุกทิศทั่วไทย
และก็ยังคง “ยากที่จะมีคำตอบ !!”
อย่างไรก็ตาม ปัญหาความ “แตกแยกอย่างรุนแรงเพราะ การเมือง” ซึ่งมีทั้งในสภา-นอกสภา เกิดขึ้นกับคนไทยแทบจะทุก กลุ่ม ไม่เว้นแม้แต่พระ-แม้แต่พราหมณ์ นับวันก็จะยิ่งบั่นทอนเสถียร ภาพ ความมั่นคงของประเทศไทย บั่นทอนเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศไทย และบั่นทอนเสถียรภาพความเป็นอยู่ของคนไทย ดังนั้น การแสวงหาแนวทางออกที่เหมาะสม ที่จะไม่ก่อให้เกิดความสูญเสีย ไม่เกิดความเสียหายร้ายแรง จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ทุกฝ่าย จำเป็นต้องให้ความสำคัญ ซึ่งในส่วนของนักวิชาการก็พยายามคิด-พยายามเสนอแนะ...
ในขณะที่การฟื้น “ความปรองดองในไทย” ยังทำได้ยาก
บางที “ความรู้สึกฉันพี่น้อง” อาจมีส่วนช่วยได้บ้าง ??
กับเรื่อง “ความรู้สึกฉันพี่น้อง” เพื่อการ “บรรเทาปัญหาการเมือง” ในประเทศไทยนั้น เรื่องนี้ก็มิใช่เรื่องที่เพิ่งจะมามีการเสนอกันในวันนี้ จริง ๆ แล้วเคยมีการพูดถึงแล้ว แต่กระแสนั้นดูจะแผ่วเบา ซึ่ง “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ก็เคยสะท้อนแนวคิดนี้ไปบ้างแล้ว แต่ก็เห็นว่าสังคมไทยน่าจะได้ลองพิจารณาร่วมกันอีกสักครั้ง
“ฐานสำคัญอีกฐานหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย คือ ความ รู้สึกฉันพี่น้อง หรือคำว่า ภราดรภาพ ในศัพท์วิชาการ ซึ่งถูกละเลย ไป โดยความรู้สึกฉันพี่น้องนี้เป็นสิ่งที่สูงค่ามากในระบอบประชา ธิปไตย มากกว่าคำว่า สามัคคี แต่ความรู้สึกฉันพี่น้องกลับถูกลดความสำคัญลงและหายไป
ความรู้สึกฉันพี่น้อง ได้ถูกแทนที่ด้วยคำว่า เสรีภาพ ซึ่งเป็นวลีลอย ๆ ที่ไร้ทิศทาง ทำให้ความเข้าใจว่าพื้นฐานของประชาธิปไตยจริง ๆ คืออะไร ถูกกลับหัวกลับหางและสับสนกันไป”
...นี่เป็นการระบุของ รศ.ดร.มารค ตามไท ผู้อำนวยการสถาบันศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ เมธีวิจัยอาวุโส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งทำวิจัยทิศทางใหม่ในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การสร้างสันติธรรมเพื่อจัดการความขัดแย้ง ซึ่งนักวิชาการรายนี้เห็นว่า... “ความรู้สึกฉันพี่น้อง จะเป็นอนาคตของสังคมไทย ในศตวรรษที่ 21”
รศ.ดร.มารค ระบุไว้อีกว่า... “ความรู้สึกฉันพี่น้องคือ การมองคนอื่นว่าไม่ใช่คนอื่นที่ต่างจากฉัน แต่เป็นคนอื่นที่คือฉันด้วย ไม่ใช่คนอื่นที่ต่างกัน เพราะชะตากรรมมันผูกกันในสังคมประชา ธิปไตย ผ่านการเลือกตั้งคนไปออกกฎหมายต่าง ๆ แปลว่าเรามี อิทธิพลต่อกันในแง่นี้ ฉะนั้นคนอื่นก็คือตัวฉันด้วย ถึงแม้จะมีจุดที่ ต่างกัน”
ความรู้สึกฉันพี่น้อง เป็นฐานประชาธิปไตยมากกว่าการ มีส่วนร่วมที่ไร้คุณภาพ สิ่งนี้เคยเป็นรากฐานแนวคิดการปกครองที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงรากฐานวัฒนธรรมร่วม แต่ปัญหาคือเมื่อกลไกนี้ไม่ทำงาน หรือทำ แต่ให้รัฐทำแทน คุณค่าบางอย่าง การเรียนรู้ที่มีฐานความรู้สึกฉันพี่น้อง ก็เลือนหาย “ประชาธิปไตยที่เน้นเรื่องเสรีภาพมากไป ทำให้ละเลยหรือละเมิดจริยศาสตร์ทางสังคมบาง อย่าง จนฉุดรั้งสังคม”
อีกประเด็นสำคัญคือ “การเอาใจเขามาใส่ใจเรา” หรือ “จริยศาสตร์เอื้ออาทร” ซึ่งปัญหาของระบบประชาธิปไตยตัวแทนสมัยใหม่คือบุคลิกภาพบางอย่างจะเหมือนเป็นระบอบอำนาจนิยมแบบหนึ่ง คือไม่ฟังคนอื่น วิเคราะห์คนเดียว สร้างภาพคนเดียว ไม่มีการเจรจาประนีประนอมออมชอมกัน สังคมจึง “แตกแยก”
“ความรู้สึกฉันพี่น้อง จริยศาสตร์เอื้ออาทรที่เอาใจเขามา ใส่ใจเรา มองความทุกข์แล้วร่วมกันแก้ แนวคิดพื้นฐานเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญ นี่เป็นรากฐานประชาธิปไตยที่เราต้องร่วมกันสร้าง”
เมธีวิจัยอาวุโสระบุต่อไปว่า... ประชาธิปไตยแบบเสรีภาพตั้งอยู่บนพื้นฐานระบบนิติรัฐ แต่ปัญหาคือ...กลายเป็นว่าคนที่แข็งแรง กว่าจึงจะอยู่ได้ในสังคม ในขณะที่คนอ่อนแอ-ไร้โอกาส ได้ถูกผลักดันออกไป
รศ.ดร.มารคชี้ไว้ด้วยว่า... “ประเทศไทยมี ระบอบประชา ธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ สอดคล้องกับประชาธิปไตยฉันพี่น้อง บนพื้นฐานของจริยศาสตร์เอื้ออาทร การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีศักยภาพที่จะสร้างความรู้สึกฉันพี่น้องได้ และสามารถจะใช้จริยศาสตร์เอื้ออาทรสร้างให้เกิดประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ ในประเทศไทยได้...
สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้...ถ้าทุกฝ่ายต้องการให้มันเกิด ??”.