จากบทวิเคราะห์ หัวข้อ “สงครามกลางเมือง-ความแตกแยกของคนในชาติ-ฉากทัศน์แห่งความรุนแรงที่ไม่อยากให้ไปถึง” ในเว็บไซต์ “ทอทหาร” หรือเว็บฯ http://tortaharn.net ซึ่งวันก่อน “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ได้นำเสนอไปบางส่วนแล้ว ในบทวิเคราะห์ดังกล่าวนี้ยังมีเนื้อหาอีกส่วนหนึ่งที่น่าพิจารณา นั่นก็คือ...
“สถานการณ์ 7 ขั้น” ของความแตกแยกในชาติ !!
“เป็นการวาดภาพในมุมมองที่เกิดสถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่ไม่ได้เกิดจริง แบ่งสถานการณ์เป็น 7 ขั้น” ...บทวิเคราะห์ว่าไว้ ซึ่งกับ 7 ขั้น ที่ว่านี้ เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่อยากให้เกิด โดยเฉพาะในขั้นท้าย ๆ เนื่องเพราะ.....
ขั้นที่ 1 เปิดฉากด้วยการลวง ขั้นนี้เป็นการสื่อสารกับสังคมให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวของมวลชนไม่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มที่ใช้ความรุนแรง สร้างความเคยชินในการเคลื่อนย้ายมวลชนที่ไม่ก่อให้เกิดความรุนแรง เช่น การเคลื่อนย้ายมวลชนไปรวมกันหน้าหน่วยงาน-ส่วนราชการหลายแห่ง พอรวบรวมมวลชนแสดงพลังเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ยุติการชุมนุม ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะไม่ได้รับการต่อต้านจาก เจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชน เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ ที่ “ถูกสร้างให้เป็นความเคยชิน” ทำให้ไม่ได้รับความใส่ใจจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง มากนัก
ขั้นที่ 2 ขับเคลื่อนด้วยเงื่อนไข ใช้เงื่อนไขสำคัญ ๆ เช่น ยุบพรรค, ยึดทรัพย์, หลายมาตรฐาน-ไม่เป็นธรรม ใช้เป็นประเด็นสื่อสารระหว่างชนชั้นนำ ชนชั้นกลาง ชนชั้นรากแก้ว และยังสามารถใช้เป็น “เงื่อนไขกำหนดวันเคลื่อนมวลชน” ให้สอดคล้องระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ตามที่ได้วางแผนไว้ ซึ่งจะมีมวลชน 2 ระลอกคือ มวลชนระลอกแรกที่เคลื่อนออกมาก่อน และมวลชนสมทบที่ตามออกมาหลังจากระลอกแรกประสบความสำเร็จ
ขั้นที่ 3 จุดชนวนด้วยความรุนแรง จะเกิดหลังจากใช้เงื่อนไขต่าง ๆ ในการกำหนดวัน-เวลาเคลื่อนย้ายมวลชนแล้ว อาจมีมือมืด ยั่วยุให้เกิดความรุนแรง” ซึ่งหากสำเร็จ จะมีความเป็นไปได้ 2 ลักษณะคือ 1.เกิดการ “เผชิญหน้ากัน” ระหว่างเจ้าหน้าที่ที่ออกมารักษาความสงบเรียบร้อยกับมวลชนระลอกแรก ซึ่งจะเกิดโดยเร็วหากเจ้าหน้าที่ถูกสั่งให้ออกมาพร้อมกับอาวุธปืน อาจมีผู้สร้างสถานการณ์ เช่น ยิงเข้าสู่มวลชน 2.สถานการณ์ก่อนเคลื่อนย้ายหรือระหว่างเคลื่อนย้ายมวลชนมีทิศทางจะเกิดความรุนแรง กองทัพตัดสินใจ “ปฏิวัติ” ก่อนเพื่อควบคุม สถานการณ์ ซึ่งทั้ง 2 ลักษณะจะส่งผลขับเคลื่อนมวลชนระลอกสอง ออกมาสมทบได้โดยง่าย และนำสู่ขั้นที่ 4
ขั้นที่ 4 ขยายผลแห่งความสำเร็จด้วยมวลชน เมื่อความรุนแรงเกิดขึ้น จะมีการขยายผล ระดมมวลชนระลอกสมทบ ซึ่งกลุ่มนิยมความรุนแรงจะแฝงตัวมาด้วย เพื่อทำให้สถานการณ์ไปถึงระดับที่จะ “แตกหัก” โดยเป้าหมายระดมมวลชนนั้นจะเคลื่อนเข้าปิดล้อมพื้นที่สำคัญ ซึ่งในขั้นนี้จะประสบความสำเร็จถ้าสามารถระดมมวลชนระลอกสมทบได้จำนวนมาก แล้วเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ในการรักษาความสงบเคลื่อนเข้ารักษาพื้นที่สำคัญ
ขั้นที่ 5 เปลี่ยนแปลงด้วยการเปลี่ยนขั้ว เป็นขั้นที่สำคัญอีกขั้นหนึ่ง เพราะมีความเป็นไปได้ 2 แนวทางคือ 1.เจ้าหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยปฏิบัติตามคำสั่งรัฐบาล-ผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด ทำให้มีความเสี่ยงที่จะ “ปะทะ” กัน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความ “สูญเสียทั้ง 2 ฝ่าย” และ 2.เจ้าหน้าที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง เปิดทางให้มวลชนระลอกสมทบเคลื่อนที่ผ่าน แล้ว “มวลชนยึดสถานที่สำคัญได้” ซึ่งสถานการณ์จะขยับเข้าสู่ขั้นต่อไป
ขั้นที่ 6 สิ้นสุดด้วยการยอมจำนน ในขั้นนี้เป็นไปได้ 2 แนวทางคือ 1.รัฐบาลลาออก และ 2.รัฐบาลไม่ลาออก อาจยุบสภาแล้วเป็นรัฐบาลรักษาการต่อ หรือไม่ยุบสภา ซึ่งอย่างหลังทั้งสองแบบฝ่ายรัฐบาลอาจพยายามรวบรวมกำลังทั้งในส่วนทหารที่ยังปฏิบัติตามคำสั่ง และมวลชนที่สนับสนุนรัฐบาล เพื่อทำการตีโต้ตอบมวลชนอีกฝ่ายหนึ่ง โดยในขั้นนี้เป็นขั้นที่เกือบจะเป็น หรือเป็นสถานการณ์ “สงครามกลางเมือง” เต็มรูปแบบ ซึ่ง ไม่ว่ากลุ่มไหนจะประสบชัยชนะ ผู้สูญเสียคือประชาชน เจ้าหน้าที่รักษาความสงบ และประเทศจะเสียหาย เสี่ยงอยู่ในสภาวะรัฐล้มละลาย ง่ายต่อการถูกแทรกแซงจากต่างชาติ !! แล้วสถานการณ์ก็จะดำเนินไปสู่ขั้นสุดท้าย
ทั้งนี้ ก่อนจะว่ากันถึงสถานการณ์ขั้นสุดท้าย “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ขอเน้นอีกครั้งว่า... ที่ว่ามาเป็นการวิเคราะห์ในเชิงสถานการณ์เลวร้ายที่สุด ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง แต่กระนั้น...เพราะความแตกแยก-ไฟการเมืองในยุคปัจจุบัน จึงใช่ว่าสถานการณ์ในขั้นต่าง ๆ จะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นจริงในไทย ท่ามกลางคำถามน่าคิด... “ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้น เป็นของใคร ของชนชั้นนำ คือกลุ่มทุนอนุรักษนิยม กับกลุ่มทุนก้าวหน้า ที่ครอบครองผลประโยชน์ส่วนใหญ่ของประเทศ หรือของคนส่วนใหญ่ ของประเทศ ?? คำถามนี้คนไทยทุกคนต้องหาคำตอบกันเอง...” ขณะที่เนื้อหาในบทวิเคราะห์ในเว็บ “ทอทหาร” ก็ระบุถึงสถานการณ์ขั้นสุดท้ายไว้ว่า.....
ขั้นที่ 7 เป็นไปได้ 2 แนวทางคือ 1.สามารถสถาปนาอำนาจรัฐได้ กลุ่มผลประโยชน์ทุกกลุ่มเจรจากัน อาจยอมรวมกันจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ แต่ต้องมีการล้มล้างรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจไม่พ้นต้องให้ทหารดำเนินการรัฐประหาร แต่ทุก ๆ ฝ่ายจะเห็นด้วยหรือไม่ 2.ไม่สามารถสถาปนาอำนาจรัฐได้ ตกลงกันไม่ได้ แต่ละฝ่ายยังคงเผชิญหน้ากัน...
และถึง “จุดที่เลวร้ายที่สุด” คือการแตกแยกเป็นกลุ่มย่อย ๆ “คนไทยแตกเป็นก๊กเป็นเหล่า” ไปทั่วทุกทิศ “อำนาจบริหารในประเทศไทยเกิดสภาพสุญญากาศ”
พังกันไปหมดทั้งชาติ ?!?!?.