ขณะที่ในประเทศไทย-คนไทยกำลังหวาด ๆ เรื่องระเบิด หวั่น ๆ เรื่องความรุนแรง อันเนื่องจากปัญหาทางการเมืองในประเทศ กับภาพรวมระดับนานาชาติก็มีประเด็นคล้าย ๆ กัน แต่เป็นภาพใหญ่กว่า ซึ่งก็น่าคิด-น่าติดตาม นั่นคือกรณีที่ประเทศยักษ์ใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ประเทศในสหภาพยุโรป (อียู) พยายามผลักดันให้เกิดระบบควบคุม “สินค้า” ที่ใช้ “ทำได้ทั้งเรื่องดี-เรื่องร้าย” เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการ “ถูกใช้เพื่อผลิตอาวุธทำลายล้าง” ที่เป็นภัยคุกคามสันติภาพของโลก “เป็นเครื่องมือของกลุ่มก่อการร้าย”
วัสดุและอุปกรณ์ในการผลิตนิวเคลียร์, วัสดุสารเคมี จุลชีวภาพ และสารพิษ, การแปรรูปวัสดุ, วัสดุอิเล็กทรอนิกส์, คอมพิวเตอร์, อุปกรณ์และเครื่องโทรคมนาคม, เครื่องเซ็นเซอร์และเลเซอร์, ระบบอิเล็กทรอนิกส์การเดินเรือและเครื่องบิน, ยานน้ำ, ซอฟต์แวร์ และระบบขับเคลื่อนของจรวด ยานอวกาศ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ...เหล่านี้เป็นสินค้าที่ถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ ซึ่งบางอย่างในไทยเราก็มีการผลิต
ประเด็นนี้ถูกเปิดออกมาโดยกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โดยมีการระบุว่าหลายประเทศได้ส่งสัญญาณถึงประเทศกำลังพัฒนาให้ออกมาตรการควบคุมผู้ผลิตสินค้ากลุ่มดังกล่าวนี้ โดยอ้างถึงมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ที่ 1540 ซึ่งกำหนดให้ภาคีสมาชิกมีระบบควบคุมการส่งออก การส่งผ่าน การเปลี่ยนถ่ายลำ การส่งต่อไปยังประเทศที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อใช้ในการกำกับการแพร่ขยาย “อาวุธทำลายล้างสูง”
ฟังดูแล้วคนไทยบางส่วนอาจนึกถึงกรณีมีการใช้ ปุ๋ยยูเรีย-แอมโมเนียไนเตรท ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น นาฬิกา, โทรศัพท์มือถือ ในการ “ทำระเบิด” เพื่อใช้ก่อเหตุร้าย-ก่อความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้
ทั้งนี้ กล่าวสำหรับประเด็นที่ประเทศพัฒนาแล้วผลักดันให้มีการควบคุมและจำกัดขีดความสามารถของกลุ่มก่อการร้ายในส่วนของสินค้า ดังที่ว่ามาข้างต้นนั้น ในอีกนัยหนึ่งก็อาจจะเป็น “มาตรการกีดกันการค้ารูปแบบใหม่” ได้ด้วย อย่างไรก็ดี กับเรื่องนี้ พ.อ.ดร.ธีรนันท์ นันทขว้าง รองผู้อำนวยการศึกษาวิจัยทางยุทธศาสตร์ ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กองบัญชาการกองทัพไทย ให้ทรรศนะผ่าน “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ว่า... ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของภาคีสมาชิกองค์การสหประชาชาติ เมื่อมีการร้องขอ มีมติออกมา ก็คงจำเป็นจะต้องปฏิบัติตาม ถึงแม้อาจจะมีนัยแฝงผูกกับเรื่องการกีดกัน ทางการค้า แต่ก็คงไม่สามารถปฏิเสธได้ทั้งหมด
“ความยากของประเทศไทยคงอยู่ที่ว่า...จะรักษาดุลยภาพได้ขนาดไหน ?” ...พ.อ.ดร.ธีรนันท์ระบุ พร้อมทั้งบอกต่อไปว่า... ปัจจุบันโลกอยู่ในยุคโลกาภิวัตน์ และก็กำลังเผชิญภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ซึ่งความเป็นไปได้ตามที่มีการพูดถึง ก็ไม่ได้เกินไปจากความเป็นจริงมากนัก “ความรู้สมัยใหม่ในการทำอาวุธ การประกอบระเบิด หรือแม้แต่การสร้างอุปกรณ์นิวเคลียร์ สร้างอาวุธชีวภาพ ปัจจุบันก็สามารถค้นหาได้จากอินเทอร์เน็ต”
พ.อ.ดร.ธีรนันท์ บอกอีกว่า... สำหรับในไทย นอกจากกรณีของปุ๋ยยูเรีย-แอมโมเนียไนเตรททำระเบิดแล้ว มีสินค้าอีกอย่างที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ หน่อไม้ปี๊บ ซึ่งสามารถทำปฏิกิริยา และเมื่อผ่าน กระบวนการก็สามารถกลายเป็นสารเคมีอันตราย เป็นสารชีวภาพที่มีคุณสมบัติเป็นสารเคมีที่ใช้ในการ “ผลิตก๊าซพิษ” ได้ ดังนั้น จะว่าไปจึงไม่ผิดที่ประเทศที่มีความเสี่ยงสูงต่อการตกเป็นเป้าก่อการร้ายจะมองว่าสินค้า ต่าง ๆ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หรือสารเคมีเล็ก ๆ อาจนำไปสู่การผลิตอาวุธทำลายล้างใช้ประหัตประหารผู้คนได้ แม้ดูผิวเผินแล้วไม่น่าจะมีพิษ ภัยอะไร
ส่วนประเด็น อาจเป็นกรณี-เป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้า ก็มีเหตุที่จะทำให้เชื่อได้เช่นนั้นอยู่บ้าง เนื่องจากภายหลังวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ประเทศใหญ่ ๆ ต่างก็ประสบปัญหา ต่างก็ต้องการพยุงเศรษฐกิจของตนไว้ โดยอาจจะแสวงหาประโยชน์จากการใช้มาตรการดังกล่าว ซึ่ง ถ้าเป็นในจุดนี้ ความยากจึงอยู่ตรงที่ประเทศไทยจะทำอย่างไรที่จะสามารถ รักษาดุลยภาพไว้ได้ ? เพราะหากเล่นตามในทุกมิติก็อาจส่งผลกระทบกับดุลยภาพด้านอื่น ๆ อาทิ ความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน หรือกระทั่งกิจการภายในของไทยเอง แต่ถ้าไม่สนใจเลยก็อาจถูกประเทศใหญ่กดดัน
ยกตัวอย่างกรณีการยึดอาวุธที่ขนผ่านไทย ที่หลายคนมองว่าชักศึกเข้าบ้าน รัฐบาลไทยก็ต้องคิดเยอะ ไม่ใช่ดูแต่ภายใน ก็ต้องดูโลกด้วย เพราะประเทศที่เคยเผชิญกับความรุนแรงมาแล้ว จะเห็นความสำคัญของ เรื่องนี้
“ถ้าเราปฏิบัติตามเขาทุกอย่าง เราก็คงเสียโอกาสในเรื่องของการส่งออก ส่วนถ้าถามว่าเป็นไปได้ไหมที่วัตถุดิบหรือสินค้าเหล่านี้จะถูกนำไปทำอาวุธ ก็มีความเป็นไปได้หมด นี่เป็นความเป็นจริงในโลก ที่มันเกิดขึ้น ที่เราต้องเจอ และเราก็หนีไม่ได้ สำคัญคือไทยต้องมีการเดินนโยบายที่สามารถนำพาและรักษาดุลยภาพได้ เพราะถ้าเราไม่รักษา ตรงนี้ไว้ ถ้าเราไปยุ่งกับข้างนอกมาก ข้างในก็จะมีปัญหา แต่ถ้าเราเลือกข้างในมาก ข้างนอกเขาก็จะตั้งข้อกังขาเรา ดังนั้น เราจะทำยังไง ให้ดุลยภาพคงอยู่ ตรงนี้สำคัญ” ...เป็นมุมมองที่รองผู้อำนวยการศึกษาวิจัยทางยุทธศาสตร์ ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สะท้อนทิ้งท้ายไว้
“สินค้าถูกใช้ทำอาวุธก่อเหตุร้าย” เป็นอีกประเด็นน่าคิด
ก็หวังว่าในไทยช่วงนี้คงไม่มีอาวุธจาก “ปุ๋ย-หน่อไม้ปี๊บ”
คงไม่มีการผลิตอาวุธมาใช้ทำลายล้างทางการเมือง !!!.