นอกจากในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จะมี “เสียงบึ้ม-เสียงระเบิด” เกิดถี่ยิบในระยะนี้แล้ว ในกรุงเทพฯเมืองหลวงยุคนี้ก็มีกระแส “ผวาบึ้ม-ผวาระเบิด” อีกครั้งเช่นกัน หลังจากการตัดสินคดียึดทรัพย์อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ผ่านพ้นไปเมื่อ 26 ก.พ. ให้หลังหนึ่งวันก็มีเหตุขว้าง-วางระเบิดหลายจุด
รัฐบาลเองก็ระบุถึงสถานการณ์ในเชิงที่ไม่น่าไว้วางใจ
ซ้ำล่าสุดยังมีการใช้มอเตอร์ไซค์รับจ้างช่วยต้านบึ้ม !!
ทั้งนี้ ตอนนี้บางคนก็ว่าการพูดถึงเรื่องความรุนแรงนั้น ฝ่ายรัฐบาล-เจ้าหน้าที่รัฐดูจะจุดประเด็นรายวันมากกว่า ? ขณะที่กรณีตำรวจนครบาลอบรมผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างให้ช่วยเป็นหูเป็นตาเรื่องการใช้ระเบิดก่อเหตุรุนแรง และช่วยเฝ้าระวังบุคคล-ยานพาหนะที่อาจจะเป็นคนร้าย-เป็นพาหนะคนร้าย โดยมีการตั้งรางวัลการให้เบาะแสคนร้าย 1-2 แสนบาท บางคนก็มองว่ายิ่งกระพือกระแสผวาบึ้ม ? ซึ่งทั้ง 2 กรณีก็คงสุดแท้แต่มุมมอง
ในด้านหนึ่งก็อาจเป็นการจุดประเด็นเพื่อ “ป้องปราม”
แต่ถ้าใครจะมองว่า “โหมไฟน่ากลัว” ก็คงห้ามไม่ได้ !!
อย่างไรก็ตาม ว่ากันถึงเรื่องการต่อต้านการใช้ระเบิดก่อความไม่สงบ การเฝ้าระวังบุคคล-พาหนะ ที่อาจจะเป็นคนร้าย-เป็นพาหนะของคนร้าย โดยอาศัยประชาชนพลเรือนทั่วไป จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ก็มิใช่เพิ่งจะมามีในยุคนี้ แต่มีมานานแล้ว โดยมักจะมีการพูดถึง-มีการขอความร่วมมือ หลังจากเกิดเหตุรุนแรงขึ้น
ในส่วนของมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ทางตำรวจนครบาลเพิ่งจัดอบรมไปล่าสุด นั่นก็ว่ากันไป ส่วนกับข้อมูลในเชิง “คู่มือประชาชน” ในการช่วย “ต้านภัยบึ้ม” ที่เคยมีออกมาก่อนหน้านี้ โดยสรุปก็มีดังนี้คือ.....
จากคำแนะนำประชาชนที่เคยมีออกมาในยุครัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ สรุปได้ว่า... หากพบวัสดุหรือสิ่งใดที่เห็นว่า “แปลกปลอม” ดูแล้วไม่ปลอดภัย ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะ “วัตถุต้องสงสัยที่ถูกวางทิ้งไว้นานผิดปกติโดยไม่มีเจ้าของ” ที่สำคัญ !! หากสงสัยว่าอาจจะเป็นอันตราย อาจเป็น “วัตถุระเบิด” อย่าแตะต้องหรือพิสูจน์ทราบเองเด็ดขาด !! ตั้งสติ ควบคุมอารมณ์ให้ได้ แล้วรีบแจ้ง เจ้าหน้าที่
หากเป็นการพบตามห้างร้าน สถานบริการต่าง ๆ ที่มี รปภ. เบื้องต้น รปภ.ต้องกั้นพื้นที่ที่พบวัตถุต้องสงสัยเป็น “เขตอันตราย” ห้ามบุคคลทั่วไปผ่านเข้าไปใกล้เด็ดขาด ถ้าเป็นไปได้ควรนำยางรถยนต์ 2-3 เส้น มาครอบวัตถุต้องสงสัย หรือนำกระสอบทรายมาวางกองครอบรอบ ๆ โดยให้มีความสูงมากกว่าวัตถุต้องสงสัย 2 เท่าขึ้น ไป แต่ระวังอย่าให้วัสดุที่ใช้ครอบไปโดนหรือวางทับวัตถุต้องสงสัย นอกจากนี้ ควรเคลื่อนย้ายวัตถุติดไฟหรือเชื้อเพลิงออกจากพื้นที่ นั้น ๆ ทันที พร้อมทั้งตัดกระแสไฟฟ้าเพื่อลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น
ที่ว่ามาเป็นคู่มือในส่วนของวัตถุต้องสงสัยที่ถูกวางไว้กับที่
ยังมีคู่มือจดจำคนที่อาจจะเป็นคนร้ายวางบึ้ม-ขว้างบึ้มด้วย
คำแนะนำในการจดจำ “ตำหนิรูปพรรณบุคคลต้องสงสัย” หลัก ๆ คือ... ให้สังเกตจดจำสิ่งที่ใหญ่ เห็นง่าย ไปสู่สิ่งที่เล็ก เห็นยาก สังเกตจดจำลักษณะเด่น ตำหนิ ไปสู่ลักษณะปกติธรรมดา อย่าพยายามจดจำทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ให้จดจำบางอย่างที่จดจำได้อย่างแม่นยำ อย่าเอาแต่ถามผู้อื่นว่าเห็นอะไร แต่ให้รีบบันทึกตำหนิรูปพรรณที่เห็นและจดจำได้ไว้เป็นลายลักษณ์อักษรโดยทันที ซึ่งสิ่งที่จำได้ง่ายและควรจำก่อน ก็ได้แก่... เพศอะไร, วัยประมาณไหน, รูปร่างเป็นอย่างไร, สี-ลักษณะผิวเนื้อ, เชื้อชาติ โดยดูจากใบหน้า, รูปหน้าเป็นเช่นไร, ผม สั้น-ยาว หงอก หนา หยิก ทรงอะไร หวีอย่างไร, ปาก กว้าง แคบ ใหญ่ หนา, หู กาง ใหญ่ เล็ก ติ่งหูแหลม ฯลฯ, ตา เล็ก โต พอง โปน เข ชั้นเดียว สองชั้น สวมแว่นตา แว่นกันแดด ฯลฯ
นอกจากนี้ สิ่งที่เป็นจุดเด่นผิดปกติ ที่อาจจำได้ง่าย เช่น... แผลเป็นบนใบหน้า ไฝ ปาน หูด, ลายสัก รูปอะไร สีอะไร อยู่ที่ส่วนใดของร่างกาย, ท่าทางการเดิน เดินตัวตรง ตัวเอียง ขากะเผลก, สำเนียงการพูด ช้า เร็ว ติดอ่าง สำเนียงไทย จีน ฝรั่ง หรือคนภาคใด, การกระทำบ่อย ๆ เช่น สูบบุหรี่จัด เวลาพูดเอามือล้วงกระเป๋า, ลักษณะการแต่งกาย จดจำเสื้อ กางเกง สีอะไร ลายแบบไหน มีตัวเลขอะไรหรือไม่ รองเท้าเป็นชนิดใด สีอะไร แบบใด, เครื่องประดับ มีอะไรบ้างที่เห็นได้ชัด เช่น แว่นตา นาฬิกา แหวน สร้อย กระเป๋า ฯลฯ กรณีมีการพรางใบหน้า เช่น สวมแว่นดำ สวมหมวกกันน็อก คลุมศีรษะ ให้จดจำสิ่งที่ใช้พราง จดจำส่วนอื่น ๆ ของร่างกายที่มิได้พรางและเป็นจุดที่จดจำได้ง่ายดังที่กล่าวมา
ส่วน “พาหนะ-รถต้องสงสัย” สิ่งที่ต้องจดจำ ก็เช่น... เลขทะเบียน ยี่ห้อ ลักษณะ สภาพ สี สติกเกอร์ ป้ายผ่านเข้า-ออกสถานที่ ตำแหน่งเสาวิทยุ สิ่งที่แขวน-วางหน้ารถ เสียงเครื่องยนต์ เป็นต้น
ชั่วโมงนี้...ขนาดคนในรัฐบาลยังพร่ำพูดเรื่องความรุนแรง
ประชาชนทั่วไป...ก็อาจต้องเรียนรู้คู่มือที่ว่ามากันอีกครั้ง
แต่ถ้าเกิดแจ้งจับมือที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ได้...คงวุ่นพิลึก ?!?!?.