ข่าวเด่นวันนี้  

เล่นการเมืองราคาแพง

หลังทรัพย์สินกว่า 4.6 หมื่นล้านบาท หรือ 46,373,687,454.70 บาท จากยอดรวมกว่า 7.6 หมื่นล้านบาท ของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว ต้องตกเป็นของแผ่นดิน หรือ “ถูกยึดทรัพย์” ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนก คดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นี่ไม่เพียงเป็นกรณีของผู้ที่เป็นนักการเมือง
   
นี่ยังน่าจะเป็นกรณีศึกษาของผู้ที่คิดจะเล่นการเมือง
   
โดยเฉพาะกับผู้ที่เป็น “นักธุรกิจที่มีทรัพย์สินมาก”
   
ทั้งนี้ อันสืบเนื่องจากกรณีของอดีตนายกฯ ทักษิณ กับ นักธุรกิจที่กำลังคิดจะก้าวเข้าสู่ถนนการเมือง หรือแม้แต่กับนัก ธุรกิจที่สนับสนุนทางการเงินแก่นักการเมืองอยู่เบื้องหลัง หรือที่ กำลังคิดจะสนับสนุน ถามว่าจะมีผลอะไรหรือไม่ ? เรื่องนี้ “สกู๊ป หน้า 1 เดลินิวส์” ลองสอบถามความเห็นของนักวิชาการ ก็ได้มุม มองที่น่าพิจารณาไม่น้อย...
   
ศ.ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหา  วิทยาลัย ระบุว่า... “เรื่องนี้อาจจะมีผลต่อความรู้สึกของนักธุรกิจ ทำให้หวาดกลัว ทำให้ไม่กล้าเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง แต่ก็เชื่อ ว่าคงไม่นาน” เพราะโดยส่วนตัวไม่เชื่อว่ากลุ่มธุรกิจและกลุ่มการเมือง จะสามารถตัดขาดแยกออกจากกันได้
   
“เพราะการเมืองคือเรื่องของผลประโยชน์ แต่ก็เชื่อว่ารูปแบบของการเข้าร่วมทางการเมืองในอนาคตของกลุ่มธุรกิจอาจจะมีรูปแบบที่รัดกุม รอบคอบ และเน้นหนักไปที่การจัดตั้งนอมินี หรือการสนับสนุนผ่านทางตัวแทนมากกว่าที่จะกระโดดลงเล่นการเมืองแบบเปิดเผยตัว”
   
นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สะท้อนความคิดเห็นอีกว่า...ที่สำคัญ...ตามธรรมชาติของนักธุรกิจก็สามารถจะสนับสนุนกลุ่มการเมืองได้ทั้ง 2 ฝ่ายอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าคงเลือกมากขึ้นที่จะสนับสนุนฝ่ายไหนมากหรือน้อย “แต่เชื่อว่าคงหลีกเลี่ยงการเมือง หรือไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง ไม่ได้”
   
“คงมีผลทางจิตวิทยาในระยะแรก แต่คงไม่ถึงกับปฏิเสธหรือตัดขาดจากการเมืองไปเลย เพราะอย่างที่ทราบว่าการเมืองและธุรกิจตัดขาดออกจากกันได้ยาก ก็อาจทำให้นักธุรกิจขยาดบ้าง คง ไม่ค่อยกล้าเปิดเผยตัวลงสู่สนามการเมือง แต่คงหันไปสนับสนุน ผ่านตัวแทน หรือมีวิธีที่แยบยลรัดกุมมากขึ้น” ...ศ.ดร.ไชยวัฒน์มองอย่างนี้
   
ขณะที่ ผศ.ดร.วิบูลพงศ์ พูนประสิทธิ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็มองว่า... กรณีของอดีตนายกฯ ทักษิณไม่น่าจะถึงขั้นมีผลทำให้กลุ่มธุรกิจ นักธุรกิจ เข็ดขยาดหรือแหยงกับการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง “เพราะธุรกิจเองก็ต้องการอิทธิพลทาง การเมือง ขณะที่ฝ่ายการเมืองเองก็ต้องการทุน”
   
“เชื่อว่าจะอย่างไรการเมืองและธุรกิจก็คงแยกออกจากกันเด็ดขาดไม่ได้ เพียงแต่ก็อาจมีผลทำให้รูปแบบการสนับสนุนเป็นการทำผ่านพรรคการเมือง ผ่านนักการเมืองที่กลุ่มธุรกิจคิดว่าเข้ากันได้กับธุรกิจของตน เพิ่มขึ้น มากกว่าการกระโดดลงเล่นการเมืองด้วยตนเอง” ...นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าว
   
พร้อมทั้งบอกอีกว่า...ประเทศสหรัฐอเมริกาเองก็พัฒนาระบบการเมืองมาจากจุดนี้ แม้ปัจจุบันจะพัฒนาไปไกล แต่ก็ยังพบว่าก็มีกรณีลักษณะนี้เกิดขึ้น ยังมีกรณีของบริษัทใหญ่ที่ก็ชัดเจนว่าธุรกิจถือเป็นส่วนหนึ่งของการเมือง
   
“ส่วนประเทศไทย ในสมัยก่อนทหารก็ลงเล่นการเมืองแบบตรง ๆ แต่พอเกิดปัญหาขึ้น ก็เปลี่ยนรูปแบบเป็นการส่งคนเข้าไปนั่งในตำแหน่งต่าง ๆ เพื่อให้ยังมีจุดเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมือง ดังนั้น สำหรับธุรกิจแล้วจึงเชื่อว่าผลจากคดีล่าสุดคงไม่ทำให้นักธุรกิจ รู้สึกเข็ดที่จะยุ่งกับการเมือง แต่อาจจะเปลี่ยนวิธีที่แยบยล และซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้การตรวจสอบยิ่งทำได้ยากมากขึ้น” ... ผศ.ดร.วิบูลพงศ์ให้ความเห็น
   
ทางด้านนักวิชาการอิสระอย่าง อ.สมนึก แตงเจริญ มองผลสืบเนื่องจากคดียึดทรัพย์ของอดีตนายกฯ ทักษิณ และครอบครัวว่า... อาจจะทำให้นักธุรกิจภาคเอกชนทั้งหลายที่กำลังสนใจที่จะก้าวลงสู่สนามการเมืองเกิดอาการแหยงกันบ้าง แน่นอนว่าคงต้องมีผลกระทบ ต่อการตัดสินใจในการที่นักธุรกิจจะก้าวลงเล่นการเมือง
   
“คงทำให้นักธุรกิจต้องมีการทบทวนกันอย่างรอบคอบว่าจะลงเล่นการเมืองดีหรือไม่ดี ซึ่งจากกรณีที่เกิดขึ้นครั้งนี้ก็น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับนักธุรกิจหลาย ๆ คนที่คิดจะเล่นการเมือง”
   
อ.สมนึกสะท้อนมุมมองผ่าน “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ต่อไปว่า...การที่นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ที่ร่ำรวยมีเงินมาก ๆ แล้ว เมื่อคิดจะเล่นการเมืองโดยตั้งใจทำงานทางการเมืองเพื่อประเทศจริง ๆ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สำหรับนักธุรกิจที่อยากทำงานทางการเมืองเพื่อประเทศจริง ๆ คงเป็นกรณีศึกษาที่ดี
   
“เรื่องที่เกิดขึ้นก็คงต้องมีผลบ้างต่อการตัดสินใจของนักธุรกิจ ซึ่งการจะเล่นการเมืองของนักธุรกิจ ก็ต้องวางธุรกิจของตัวเองไว้ด้านหลังจริง ๆ ต้องแยกธุรกิจกับการเมืองออกจากกันโดยเด็ดขาด เพราะหากธุรกิจเกิดมาเกี่ยวข้องกับการเมือง ก็มีแต่จะทำให้เกิดความวุ่นวาย” ...อ.สมนึกทิ้งท้าย
   
นักธุรกิจกับการเมือง...ถูกมองว่ายังไงก็แยกกันไม่ขาด
   
แต่ทิ้งธุรกิจลงเล่นการเมืองเพื่อชาติ...ก็หายาก-ทำยาก
   
“นักธุรกิจเล่นการเมือง” จากนี้...ยิ่ง “ต้องคิดหนัก”.

 



ข่าวเด่นวันนี้