การค้าขายผ่านแนวชายแดนของประเทศไทยนั้น นับวันจะมีตัวเลขมูลค่าสูงขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งกับชายแดนด้านที่ติดกับพม่า แม้ที่ผ่านมา และในระยะนี้ ไทยกับพม่าจะมีปัญหากระทบกระทั่งกันบ้าง แต่กระนั้นก็ยังมีการคาดว่า ในปี 2553 นี้คาดว่าจะมีมูลค่าการค้าไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ประมาณ 30% และคิดเป็นร้อยละ 20.2 ของการค้าชายแดนของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน
ยิ่งรัฐบาลมีแนวนโยบายในการก่อสร้าง สะพานมิตรภาพไทย-พม่า แห่งที่ 2 ก็ทำให้ภาคเอกชนคาดการณ์ว่าการค้าชายแดนด้านนี้จะคึกคักถึงขีดสุด และจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ ของประเทศโดยรวม
จะเป็นการขยายประตูทำการค้าของประเทศ
และหากมีระบบรองรับดีก็จะยิ่งมีผลดีมาก !!
เมื่อ 6 ต.ค. 2552 รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ดำเนินการให้มีการศึกษาการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจ ศูนย์บริการนำเข้า-ส่งออกเบ็ดเสร็จ วันสต็อปเซอร์วิส (One Stop Service) ศูนย์โลจิสติกส์ (Logistics Park) ในพื้นที่ชายแดนไทย-พม่า บริเวณ อ.แม่สอด จ.ตาก โดยจัดหาพื้นที่ตามแนวเส้นทางก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-พม่า แห่งที่ 2 ซึ่งมีการเสนอพื้นที่ บ้านวังตะเคียน ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก
นัยว่า...เป็นพื้นที่มีศักยภาพสูง
และก่อนหน้านี้ ครม.ได้มีมติเมื่อ 19 ต.ค. 2547 เรื่อง เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ในพื้นที่ อ.แม่สอด เพื่อรองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษเมียวดีและการเติบโตของจังหวัดเมียวดี ตลอด จนเขตอุตสาหกรรมพิเศษที่ย่างกุ้ง มิงละกา ดอนผาอัน และเมาะลำใย ของพม่า ซึ่งพม่าได้ดำเนินการไปบ้างแล้ว แต่ในส่วนของไทยยังไม่ได้จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ แม้ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำการศึกษาวิจัยถึงความพร้อมของการจัดตั้ง ประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากการจัดตั้ง รวมถึงมีการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากภาคเอกชน
ทั้งนี้ บรรพต ก่อเกียรติเจริญ ประธานหอการค้าจังหวัดตาก มองว่า... หากรัฐบาลเร่งผลักดันให้เกิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ จะสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาระบบการค้าชายแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้จังหวัดตากเป็น "4 แยก อาเซียน" หรือ "4 แยกอินโดจีน" ได้เต็มรูปแบบ
เขตเศรษฐกิจนี้จะเชื่อมต่อ พม่า-ไทย-ลาว-เวียดนาม ในโครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และสามารถนำสินค้าและผลผลิตทางการเกษตรของพม่าและประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ผัก ผลไม้ ข้าว ข้าวโพด ที่เข้ามาในไทย เก็บไว้ในพื้นที่นี้ เพื่อไม่ให้ปะปน ไม่ให้เกิดผลกระทบกับเกษตรกรและผลผลิตของไทย จากนั้นก็ส่งออกไปยังประเทศที่ 3 ซึ่งพื้นที่นี้จะถือเป็นประตูของสินค้ากลุ่มนี้
นอกจากนี้ ยังสามารถจัดตั้งเขตประกอบการอุตสาหกรรมปลอดภาระภาษี ศูนย์วันสต็อปเซอร์วิส คลังสินค้าทัณฑ์บน และร้านค้าปลอดภาษี สามารถสร้างศูนย์โลจิสติกส์ เพื่อปรับยุทธศาสตร์ทางการค้าชายแดนระหว่างไทย-พม่า ยกระดับการบริหารจัดการโลจิสติกส์ของไทยในเส้นทางอีสท์-เวสท์ อีโคโนมิค คอร์ริดอร์ (East-West Economic Corridor) เพื่อให้คู่ขนานกับการพัฒนาเขตการค้าเมียวดีของพม่า
"เขตเศรษฐกิจชายแดนแม่สอดยังสามารถช่วยแก้ปัญหาอื่น ๆ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องการค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วยในเรื่องแรงงานได้อีก โดยอาจใช้แรงงานพม่าในพื้นที่เขตเศรษฐกิจ บรรเทาเรื่องแรงงานพม่าลักลอบเข้าประเทศ และป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อม" ...ประธานหอการค้าจังหวัดตากระบุ
ขณะที่ ประเสริฐ จึงกิจรุ่งโรจน์ เลขาธิการหอการค้าจังหวัดตาก ก็บอกว่า... ภาคเอกชนได้พยายามผลักดันและเสนอให้รัฐบาลดำเนินการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน โดยมีการอ้างอิงกฎหมาย 2 ฉบับให้รัฐบาลพิจารณาจัดตั้งองค์กรพิเศษขึ้นมาบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้ด้วย คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. 2496 และ พ.ร.บ.จัดตั้งองค์การมหาชน พ.ศ. 2542 เพื่อให้เขตเศรษฐกิจพิเศษนี้พัฒนาเป็นประตูไปสู่ตลาดโลก ผ่านพื้นที่ทั้งทางบกและทางเรือ เชื่อมโยงในระดับภูมิภาคตะวันตกและตะวันออกได้ ซึ่งการมีองค์กรพิเศษขึ้นมาบริหารจะสามารถดำเนินนโยบายได้อย่างต่อเนื่อง เป็นเอกภาพ และมีประสิทธิภาพ
"และนอกจากนี้ ก็ยังมีการเสนอให้รัฐบาลพิจารณากฎหมายเพื่อจัดตั้งเขตประกอบการอุตสาหกรรมปลอดภาระภาษีด้วย โดยให้พิจารณานำ พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535, พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 และ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาใช้ประกอบกันในการจัดตั้ง หรืออาจจะใช้ พ.ร.บ.นิคมอุตสาหกรรม พ.ศ. 2522 มาดำเนินการก็ได้ ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มโอกาสการลงทุนในประเทศไทย" ...เลขาธิการหอการค้าจังหวัดตากระบุ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ที่สุดแล้วก็ย่อมอยู่ที่การตัดสินใจของรัฐบาล
"ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม" ยุคนี้ใช่ว่าจะเหมาะกับทุกเรื่อง
บางเรื่องหากมั่นใจได้ว่าคือ "โอกาส" ก็ไม่ควรจะรอช้า
หรือยังสงสัยว่าได้ไม่คุ้มเสีย...ก็ควรเร่งเคลียร์ให้ชัด ??.