ทำเนียบฯ 30 ก.ค. – นายกรัฐมนตรี ระบุหลังคณะกรรมการมรดกโลกเลื่อนการพิจารณาแผนบริหารจัดการพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหาร ของกัมพูชาออกไป 1 ปี เป็นโอกาสที่ดี กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษารายละเอียดของแผนดังกล่าว เตรียมให้กระทรวงการต่างประเทศ ประสานกัมพูชากรณีข้อตกลงในเอ็มโอยู เกี่ยวกับพื้นที่พิพาท พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลอย่างเข้มงวด
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการมรดกโลกเลื่อนการพิจารณาแผนบริหารการจัดการพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหารของกัมพูชาออกไป 1 ปี ว่า ถือโอกาสขอบคุณประชาชนจำนวนมากที่แสดงออกถึงความรัก ความหวงแหนอธิปไตยและแผ่นดินไทย ซึ่งการแสดงออกดังกล่าว เนื่องจากหลายคนกลัวว่าจะมีผลกระทบจากมติของคณะกรรมการมรดกโลก ดังนั้นทำให้เห็นว่าที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ที่เดินทางไปชี้แจงในเรื่องนี้ ได้ทำงานอย่างหนัก ซึ่งตนขอขอบคุณ
"ส่วนสาระเป็นที่แน่ชัดแล้วว่ากัมพูชามุ่งมั่นเดินหน้าส่งแผนบริหารการจัดการพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหารต่อคณะกรรมการมรดกโลก แต่ก็มีความชัดเจนในเอกสารของกัมพูชาเองว่ากัมพูชาไม่สามารถใช้แผนที่ที่ยังเป็นปัญหากับประเทศไทย ดังนั้นเมื่อส่งแผนเข้าไป คณะกรรมการมรดกโลกก็ไม่สามารถพิจารณาได้จนกว่าจะมีความชัดเจนในเรื่องของเขตแดน นั่นก็หมายความว่าเอ็มโอยูปี 2543 เป็นตัวจำกัดไม่ให้กัมพูชาใช้แผนที่ที่มีปัญหาไปอ้างอิงในการบริหารจัดการพื้นที่ได้" นายกรัฐมนตรี กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราสามารถเอาเอกสารของกัมพูชาที่ยื่นกับคณะกรรมการมรดกโลกมาศึกษาให้ละเอียด เพื่อจะได้ให้ความเห็นที่ถูกต้องต่อคณะกรรมการมรดกโลก เพราะฉะนั้นจากนี้ไป 1 ปี ทุกหน่วยงานต้องพร้อมศึกษาข้อเสนอต่าง ๆ ของกัมพูชา ซึ่งเราไม่มีโอกาสอย่างนี้มาก่อน ต้องทำให้ดีที่สุด และเชื่อว่าเอ็มโอยู 2543 เป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้กัมพูชายอมรับว่าการจัดทำหลักเขตแดนยังไม่เสร็จ เราก็ต้องยึดถือเอ็มโอยูนี้ แม้ว่าบางคนอาจมีความคิดเห็นที่แตกต่างจากผมและเรียกร้องให้ยกเลิก แต่ผมอยากให้ผู้คัดค้านได้เห็นเอกสารของกัมพูชาและแนวพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลกว่ามีความชัดเจนแล้วว่าขณะนี้เอ็มโอยูเป็นประโยชน์กับไทยในการป้องกันไม่ให้มีการรวบรัดพื้นที่บริเวณโดยรอบปราสาทพระวิหาร
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เอ็มโอยู ปี 2543 ระบุชัดว่าไม่ให้บุคคลใดเข้าไปในพื้นที่ ซึ่งจุดนี้ทางเจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปเข้มงวดกวดขันมากขึ้น ดังนั้นการตรวจสอบการตั้งชุมชนและมีคนเข้าไปอยู่ในพื้นที่พิพาท เป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้าดำเนินการ เบื้องต้นกระทรวงการต่างประเทศจะส่งสัญญาณให้กัมพูชาทราบในเรื่องนี้ว่าเราต้องการเห็นการเคารพเอ็มโอยู โดยกระทรวงการต่างประเทศจะหารือกับกัมพูชา และต้องประสานในพื้นที่ให้มีความเข้มงวดมากขึ้น
"1 ปี เราทำเต็มที่ เพราะคิดว่าสิ่งหนึ่งที่คณะกรรมการมรดกโลกได้รับทราบแล้ว คือ การผลีผลามไปดำเนินการ เรื่องนี้ก่อนที่การกำหนดหลักเขตแดนชัดเจน สิ่งที่ตามมา คือ สถานที่ท่องเที่ยวได้กลายเป็นสถานที่ปะทะกัน เชื่อว่าคณะกรรมการมรดกโลกจะรับทราบความชัดเจนในเรื่องนี้แล้ว และเรายังแสดงให้เห็นว่าเรามีข้อตกลงกับกัมพูชา ซึ่งกัมพูชาก็ยอมรับว่าทำอะไรไม่ได้ จนกว่าจะมีการดำเนินการตามขั้นตอนของเอ็มโอยูให้แล้วเสร็จ" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ต่อข้อถามว่า มีแนวทางที่จะร่วมบริหารจัดการในพื้นที่ดังกล่าวร่วมกันได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก่อนที่จะมีเรื่องมรดกโลก ก็มีการเปิดให้ประชาชนทั้งสองประเทศเที่ยวปราสาทพระวิหารได้ และประชาชนของทั้งสองประเทศก็ช่วยกันดูแล รวมถึงทำประโยชน์ในพื้นที่ร่วมกัน ไม่มีเรื่องกระทบสิทธิหรืออธิปไตยของใคร ถ้าเดินทางนี้ ก็จะเป็นผลดี แต่พอมีเรื่องมรดกโลก กัมพูชาก็ผลักดันเพื่ออ้างความชอบธรรม และดึงเอาชาติต่าง ๆ เข้ามาจัดการในเรื่องนี้ แต่เห็นชัดว่ากัมพูชาไม่สามารถผลักดันได้ เราต้องการให้กัมพูชาทบทวนว่าสิ่งที่กัมพูชาดำเนินการและกำลังผลักดัน จะเป็นปัญหาวุ่นวาย
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยกับสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และเคยมีการคุยกันว่าควรหลีกเลี่ยงการปะทะ และแยกแยะปัญหาเกี่ยวกับปราสาทพระวิหารออกจากความสัมพันธ์ ซึ่งในเดือนกันยายนนี้ ตนจะพบกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาที่ประเทศรัสเซีย ส่วนจะมีการหารือเรื่องดังกล่าวหรือไม่ ต้องรอให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จก่อน. - สำนักข่าวไทย