กรุงเทพฯ 23 พ.ย. - นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี เปิดเผยว่า รัฐและเอกชนจำเป็นต้องลงทุนมากขึ้น เพื่อนำเงินออมที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์เพราะปัจจุบันการลงทุนของรัฐและเอกชนต่ำเกินไป ซึ่งที่ผ่านมาการลงทุนของภาครัฐติดลบร้อยละ 9.1 ขณะที่ภาคเอกชนติดลบร้อยละ 17.7 ทั้งที่ภาพรวมรัฐควรลงทุนอย่างน้อยร้อยละ 25 ของรายจ่าย
นายณรงค์ชัย กล่าวว่า ประเทศไทยขาดการลงทุนมาก เพราะไม่มีเครื่องมือที่ดีพอเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือ คือ การลงทุนในหุ้นที่ไม่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ซึ่งเป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยมและมีขนาดใหญ่ทั้งในยุโรป รวมทั้งสหรัฐ โดยเป็นรูปแบบการตั้งกองทุน แล้วลงทุนในกิจการเอกชน หรือสาธารณูปโภคต่าง ๆ ตลอดจนการลงทุนใหม่ ๆ เช่น พลังงานทดแทน ส่วนผลตอบแทนจะได้รับตามผลการดำเนินงาน นอกจากนี้ ไทยต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยครั้งใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจที่เอเชียจะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ จากเดิมที่เป็นยุโรปและสหรัฐ เนื่องจากเอเชียจะช่วยให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้ โดยมีจีนเป็นพระเอกในการขับเคลื่อนที่สำคัญ ไทยต้องปรับบทบาทเพื่อให้เป็นจุดศูนย์กลางในการขนส่ง (โลจิสติกส์) ของภูมิภาค ซึ่งต้องเร่งพัฒนาระบบราง พร้อมทั้งต้องพัฒนาพลังงานทางเลือกและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร โดยต้องพัฒนาระบบน้ำเพื่อรองรับ รวมทั้งการ ปรับปรุงตามแนวเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หากไทยไม่สามารถพัฒนาระบบโลจิสติกส์ได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ อาจเสียโอกาสจากการลงทุนให้กับเวียดนาม ที่จะกลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ของภูมิภาค
ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยมีสภาพคล่องมากกว่า 1 ล้านล้านบาท ทำให้เงินสำรองของประเทศมีมาก และส่งผลให้เงินบาทแข็งค่า เนื่องจากขาดการลงทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชน เห็นได้จากปีที่ผ่านมาแทบไม่มีการลงทุนเลย แต่เริ่มดีขึ้นในไตรมาส 1 และ 2 ของปีนี้ ขณะที่การลงทุนของภาคเอกชนติดลบอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการลงทุนใหม่ที่ยังไม่เกิดขึ้น เป็นผลจากความไม่แน่นอนทางการเมือง รวมทั้งปัญหามาบตาพุดซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกฝ่ายกำลังติดตามว่าจะออกมาอย่างไร ส่วนอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปีนี้ คาดว่าติดลบร้อยละ 3-4 .- สำนักข่าวไทยอัพเดตเมื่อ 2009-11-23 16:52:40